เดิมอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เมื่อประมาณ 60-70 ปีที่แล้วเคยเป็นที่ตั้งของราษฎรจากบ้านท่าด่านและบ้านท่าชัยจังหวัดนครนายก ซึ่งชาวบ้านได้บุกรุกถางป่าเพื่อทำการเกษตร และจับจองพื้นที่สร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่บนเขาใหญ่ ประมาณ 30 หลังคาเรือน ต่อมาได้ยกฐานะของหมู่บ้านขึ้นเป็นตำบลเขาใหญ่ ขึ้นกับอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ทำให้เกิดการบุกรุกทำลายป่าทำไร่เลื่อนลอยมากขึ้น ชาวบ้านยึดอาชีพล่าสัตว์และเก็บหาของป่าขาย มีการแผ้วถางป่าเพื่อปลูกข้าว พริกและพืชไร่ ต่อมากลายเป็นที่หลบซ่อนพักพิงของโจรผู้ร้ายและผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีอาญาเพราะการคมนาคมยากลำบาก ห่างไกลแหล่งชุมชนอื่นยากแก่การตรวจปราบปราม ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ทางการได้มีคำสั่งให้ยุบตำบลเขาใหญ่ พร้อมกับอพยพราษฎรทั้งหมดลงสู่พื้นล่าง ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาใหญ่เป็นที่หลบซ่อนตัวของพวกโจรผู้ร้ายในคดีสำคัญจำนวนมาก ยากต่อติดตามและปราบปราม ดังนั้นสภาพหมู่บ้านและที่ทำกินบนเขาใหญ่จึงแปรสภาพเป็นทุ่งหญ้าคาสลับกับป่าที่อุดมสมบูรณ์ ดังปรากฏให้เห็นทั่วไปตามสองข้างทางถนนธนะรัชต์
หลังจากนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2502 ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้เดินทางไปตรวจราชการทางภาคเหนือ เล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะคุ้มครองรักษาธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้ ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทยร่วมมือและประสานงาน กัน เพื่อจัดตั้งระบบอุทยานแห่งชาติขึ้นในประเทศไทย ซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้มีมติการประชุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2502 ให้กำหนดป่าเขาใหญ่ จังหวัดนครนายก จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสระบุรี จังหวัดปราจีนบุรี และป่าอื่นๆในท้องที่จังหวัดต่างๆ รวม 14 ป่า เป็นอุทยานแห่งชาติ
จากนั้นกรมป่าไม้ได้เริ่มเตรียมการและวางแผนการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจาก DR. GEORGE C. RUHLE ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุทยานแห่งชาติของสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN.) จากประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อกรมป่าไม้ได้ดำเนินการสำรวจและวางแผนสำเร็จแล้วจึงได้ดำเนินการเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณป่าที่ดินเขาใหญ่ ในท้องที่ตำบลป่าขะ ตำบลบ้านพร้าว อำเภอบ้านนา ตำบลหนองแสง ตำบลหินลาด อำเภอปากพลี ตำบลสาริกา ตำบลหินตั้งตำบลพรหมณี อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม ตำบลสัมพันตา ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และตำบลมวกเหล็ก ตำบลซำผักแพว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี จัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในปี พ.ศ. 2505
เขาใหญ่จึงได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2505 โดยอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีพื้นที่ครอบคลุมถึง 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี (53%) นครนายก (25%) นครราชสีมา (17%) สระบุรี (5%) รวมพื้นที่ 2,168 ตร.กม. หรือประมาณ 1,355,468.75 ไร่และได้รับสมญานามว่าเป็น “อุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน” ตลอดจนเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่สำคัญของโลก
ต่อมากองทัพอากาศได้มีหนังสือ ที่ กษ 0379/15739 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2519 ถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอกันพื้นที่ก่อสร้างสถานีเรดาร์และสถานีถ่ายทอดโทรคมนาคมออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ได้ลงมติในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2520 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2520 เห็นชอบให้กันพื้นที่ส่วนดังกล่าวได้ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ ป่าเขาใหญ่บางส่วนในท้องที่ ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ในปี พ.ศ. 2521 ซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 95 ตอนที่ 99 ลงวันที่ 21 กันยายน 2521 เป็นเนื้อที่ประมาณ 71 ไร่ 3 งาน 16 ตารางวา ปัจจุบันอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จึงมีเนื้อที่ประมาณ 1,355,396.96 ไร่
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นับเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศตามที่กรมป่าไม้ได้จัดงานวันสถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ 104 ปี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2543 โดยได้จัดประกวดอุทยานแห่งชาติดีเด่นด้านการท่องเที่ยวประจำปี 2543 เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ปีท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ 2543 และคณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกอุทยานแห่งชาติดีเด่นด้านการท่องเที่ยว ปี 2543 ปรากฏว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้รับรางวัล “ รองชนะเลิศอันดับ 2 ” ในการประกวด “ อุทยานแห่งชาติดีเด่น ประจำปี 2543 ”
และในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่ 29 ณ เมืองเดอร์บัน ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ได้มีการพิจารณารายชื่อแหล่งมรดกโลกที่ขอขึ้นบัญชี จำนวน 56 แห่งจากทั่วโลก ผลจากการประชุมในวันที่ 14 กรกฎาคม 2548 คณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติเห็นชอบให้ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ได้รับการขึ้นบัญชีแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ ตามหลักเกณฑ์ที่ 4 ตามที่ยูเนสโกกำหนด กล่าวคือ มีความโดดเด่นด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่ประกอบด้วยชนิดพันธุ์และถิ่นที่อยู่อาศัยที่สำคัญต่อการอนุรักษ์ในถิ่นกำเนิด และมีชนิดพันธุ์ที่ขึ้นบัญชีเป็นชนิดพันธุ์ที่หายาก พร้อมกับพื้นที่อื่น ๆ อีก 6 แห่งในโลก จึงมีมรดกโลกทางธรรมชาติในปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 160 แห่งใน 137 ประเทศทั่วโลก (มีนาคม 2549)
เจ้าพ่อปลัดจ่าง หรือเจ้าพ่อเขาใหญ่ เดิมชื่อ นายจ่าง นิสัยสัตย์ เป็นคนบ้านเขานางบวช จังหวัดนครนายก ในอดีตท่านรับราชการเป็นปลัดกองทัพไทยและได้ผ่านศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบานมาอย่างโชกโชน ท่านมีบุคลิกลักษณะสง่างาม สมชายชาตินักรบ เมื่อเสร็จศึกสงครามท่านมักจะออกเยี่ยมเยือนนักรบไทยที่เป็นลูกน้องเก่าของท่าน ครั้งหนึ่งท่านทราบว่าลูกน้องเก่าของท่านไปตั้งตัวเป็นโจรบนเขาใหญ่และเห็นลูกน้องถางป่า บนเขาใหญ่จนเตียนโล่ง ก็เสียใจมาก ท่านจึงขอร้องให้ลูกน้องท่านเลิกและอพยพมาอยู่ข้างล่าง แต่ก็มีกลุ่มโจรกลุ่มหนึ่งไม่ยอมเชื่อ ท่านจึงได้นัดกับกลุ่มโจรเพื่อเจรจา ณ ป่าหญ้าคาใกล้หนองขิง แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น ปรากฏว่าหัวหน้าโจรกลุ่มนั้นถูกยิงเสียชีวิต ในยุคนั้นท่านเป็นบุคคลที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นท่านมีจิตใจโอบอ้อมอารี รักญาติพี่น้อง ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านทุกๆ ด้าน
พร้อมกันนี้ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ท่านได้รับจากทางราชการให้เป็นผู้เก็บค่ารัชชูปกรณ์ (ส่วย) ในพื้นที่เมืองนครนายก เนื่องจากขณะนั้นเมืองนครนายกเก็บค่าส่วยส่งทางหลวงน้อยลงทุกปี เพื่อให้การเก็บค่าส่วยได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทางราชการจึงสรรหาบุคคลที่จะมาทำหน้าที่เก็บส่วย ด้วยเหตูนี้ท่านจ่าง นิสัยสัตย์ จึงได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ดังกล่าวเพราะท่านผู้มีฝีมือ มีความซื่อสัตย์ มีจิตใจโอบอ้อมอารี กอรปกับ ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการรบอีกด้วย ในการออกปฏิบัติหน้าที่เก็บส่วยกับทางราชการ ท่านจะมีม้าเป็นพาหนะ และแต่งกายด้วยชุดสี่แดง มีดาบเป็นอาวุธ เมื่อเดินทางไปเก็บเงินจากชาวบ้าน หมู่บ้านใดย่อมเป็นที่น่าเกรงขาม การเก็บเงินค่าส่วยทางหลวงได้ผลดีตามลำดับ
ต่อมาท่านจ่าง นิสัยสัตย์ ได้จบชีวิตลงด้วยไข่ป่า ด้วยวัย 75 ปี ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันตั้งศาลเพียงตาไว้ที่ใต้ต้นกะบกใหญ่ บริเวณวัดหนองเคียม จังหวัดนครนายก เรียกศาลนั้นว่า " ศาลเจ้าพ่อปลัดจ่าง" ต่อมาหลังจากที่รัฐบาล ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีการจัดตั้งป่าเขาใหญ่ เป็นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้เกิดนิมิตรถึงเจ้าผู้คุ้มครองสรรพสัตว์และผืนป่า จึงได้มีการจัดตั้งศาลเจ้าพ่อขึ้นที่บริเวณกิโลเมตรที่ 23 ถนนธนะรัชต์ และได้อัญเชิญดวงวิญญาณของท่านมาสถิตย์ไว้ และขนานนามว่า "ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่"
ในวันที่ 26 มกราคม ของทุกปีจะมีการบวงสรวงระลึกถึงพระคุณท่าน เพราะในวันดังกล่าวเป็นที่อัญเชิญท่านมาอยู่ที่ศาลใหม่นั้นเอง ในการเดินทางไปยังอุทยานเขาใหญ่นั้น เมื่อนักท่องเที่ยวแล่นรถผ่านมาจากด่านตรวจยานพาหนะของอุทยานซึ่งอยู่กิโลเมตรที่ 23 ถนนธนะรัชต์จะผ่านศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ หรือเจ้าพ่อปลัดจ่างซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ นักท่องเที่ยวมักจะแวะมากราบไหว้อธิษฐานของโชคลาภ และขอให้เดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยซึ่งมักจะสมความปรารถนาอยู่เสมอ
"เจ้าพ่อปลัดจ่าง" เป็นเจ้าพ่อที่ทรงอานุภาพใหญ่ที่สุดในบริเวณป่าเขาใหญ่ ถือว่าเป็นประมุขเจ้าพ่อองค์อื่น ๆ เจ้าพ่อปลัดจ่างเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปเป็นเวลานานมาแล้ว ความนิยมของชาวบ้านนั้นถือว่าถิ่นสถิตย์ของเจ้าพ่อปลัดจ่างมีอยู่ทั่วไปบริเวณป่าเขาใหญ่ มักจะบนบานต่อเจ้าพ่อองค์นี้ก็ให้ตั้งศาลขึ้น ณ ที่ซึ่งพิจารณาว่าเห็นสมควรแล้วเชิญท่านสิงสถิตย์ที่นั้น