ทวงคืนผืนป่าหรือตามล่าหาแหล่งอาหาร

พวกเราเป็นผู้อพยพจากกรุงเทพฯ มาอยู่เขาใหญ่รุ่นแรกๆ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มาอยู่ที่หมู่บ้านท่าช้าง ห่างจากถนนธนะรัชต์ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ห่างจากเขาใหญ่ประมาณ 4-5 กิโลเมตร

เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เริ่มมีผู้อพยพกลุ่มใหม่ทยอยอพยพเข้ามาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน จำนวนเพิ่มขึ้นมากพอสมควรและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เข้ามาตั้งหลักแหล่งไม่ห่างจากเรามาก ถือว่าเป็นเพื่อนบ้านกันก็ได้ บางทีก็มีการมาเยี่ยมเยือนกันบ้าง บางพวกบางกลุ่มก็มาทุกวัน บางครั้งก็ถึงกับนอนค้างเลยก็มี บางพวกก็นานๆ มาครั้ง แล้วแต่โอกาส

ผู้อพยพกลุ่มใหม่ที่ว่านี้ไม่ใช่คน แต่เป็นสัตว์ป่าที่มาจากบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีหลายชนิด หลายพันธุ์ และหลายขนาด มีนิสัย มีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป

จะเล่าให้ฟังถึงพฤติกรรมของผู้อพยพพวกนี้ เวลามาเป็นแขกที่บ้านของเราหรือบ้านของท่านอื่นๆ ที่ได้ฟังมา มีทั้งพฤติกรรมที่น่ารัก น่าเอ็นดู น่าปวดหัว น่าหมั่นไส้ ปนๆ กันไป แล้วแต่ประเภทของแขกที่มาเยี่ยม

จุดประสงค์ของแขกที่มาเยี่ยมทุกกลุ่มทุกตัวจะเหมือนกัน คือมาหาของกิน ส่วนลักษณะนิสัยและพฤติกรรมก็จะแตกต่างกันไป จะเล่าให้ฟังเป็นแต่ละประเภท แต่ละกลุ่ม

ช้าง

กลุ่มที่ 1

จะเริ่มจากกลุ่มแรก ตัวโตที่สุดคือช้าง

ช้างที่ลงมาประจำมีอยู่ประมาณ 8-10 ตัว จะลงมาตั้งแต่กลางวันอยู่จนถึงกลางคืนดึกๆ ส่วนใหญ่จะไม่กลับขึ้นไปบนเขาใหญ่ จะนอนค้างอยู่ด้านล่างเลย

ช้างจะไม่เข้าไปบ้านใดบ้านหนึ่งโดยเฉพาะ แต่จะกระจายกันเดินไปตามชุมชนหมู่บ้าน เห็นบ้านไหนมีต้นไม้ที่มีผลไม้หรือมีของที่กินได้อยู่ในบริเวณบ้าน ก็จะแวะเข้าไปจัดการเลย คือกินโดยไม่ขออนุญาตจากเจ้าของบ้านแต่อย่างใด กินจนพอใจแล้วก็จะเดินต่อไปเรื่อยๆ

ถิ่นที่จะเดินก็จะเป็นถนนธนะรัชต์และถนนสาย 3205 จนถึงกลางคืนค่อนข้างดึก เมื่อร้านอาหารเริ่มปิดบริการ ช้างก็จะเข้าไปเยี่ยมบริเวณครัวของร้านเพื่อไปหาอาหารกิน ที่ชอบก็จะเป็นพวกของเค็ม เช่น น้ำปลาหรือเกลือ พวกผักหรือวัตถุดิบที่กินได้ก็จะจัดการหมด

ช้างจะไม่มีการทำร้ายคนแต่อย่างใด แต่ถ้ามีการขัดขืนหรือขับไล่ วันรุ่งขึ้นช้างจะกลับมาถล่ม เช่น จะโค่นต้นไม้หรือพังของที่พังได้ เพื่อเป็นการสั่งสอนไม่ให้ขัดขืน

ในบางครั้งที่รู้สึกหมั่นไส้คน หรืออารมณ์ไม่ดี หรืออยากจะแกล้งอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ก็จะยืนขวางถนนไม่ให้ผู้คนสัญจรเข้าหรือออกจากหมู่บ้านได้ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถไปธุระ ไปทำงานได้ ต้องรอกันไปจนกว่าช้างจะพอใจ ก็จะเดินจากไปเอง ใช้เวลา 1 ชั่วโมงบ้าง 2 ชั่วโมงบ้าง แล้วแต่อารมณ์

ช้างมีการทำงานที่เป็นระบบ มีการจัดสายการเดินเยี่ยมโดยแบ่งกันไปสายละ 1-2 ตัว เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและแย่งชิงกันเอง

นอกจากนี้ สำหรับช้างใหม่ๆ ที่เพิ่งเริ่มอพยพลงมา ส่วนใหญ่จะเป็นช้างเด็กๆ ก็จะมีการฝึกงาน โดยได้รับการดูแลและสั่งสอนจากช้างรุ่นใหญ่ ก่อนที่จะปล่อยให้เดินสายไปตามลำพัง

เมื่อถึงเวลาตกมัน คือช่วงเวลาที่ต้องผสมพันธุ์ของช้างตัวผู้ จะเข้าไปหาช้างตัวเมียที่เจ้าของเลี้ยงไว้เพื่อโชว์นักท่องเที่ยว จะลุยเข้าไปในที่อยู่ของช้างตัวเมียเลย เจ้าของก็ไม่สามารถจะขับไล่หรือทำอะไรได้ นอกจากมองแล้วส่ายหัว เมื่อเสร็จแล้วก็ยังขอของกินให้หายเหนื่อยก่อนจากไป

นอกจากนั้น ปัจจุบันนอกจากจะไปเยี่ยมเยียนตามบ้านและร้านอาหารแล้ว บางตัวยังเข้าไปในร้านสะดวกซื้อของชาวบ้านด้วย น่าจะไปหาของกินเล่น ของขบเคี้ยว

ที่บ้านของเราก็เคยมีช้างมาเยี่ยมเหมือนกัน พังรั้วเข้ามาเลย มากินต้นกล้วยจนหมด กินเสร็จก็กลับออกไปทางเดิม คือรั้วที่พังเข้ามานั่นแหละ ทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราก็เสียเงินซ่อมรั้วไป

กลุ่มที่ 2

กระทิง

กระทิงตัวเล็กกว่าช้าง แต่ก็ใหญ่ไม่เบา เพิ่งจะอพยพลงมาจากเขาใหญ่เมื่อปีสองปีนี้เอง พวกนี้จะลงมาเป็นฝูง มาพักนอนอยู่บริเวณภูเขาที่มีแหล่งน้ำ กระจายไปเป็นกลุ่มๆ

แถวบ้านเรามีอยู่ 1 ฝูง ประมาณ 40-50 ตัว แหล่งที่กระทิงจะลงไปหากินส่วนใหญ่จะเป็นไร่ข้าวโพดและไร่มันสำปะหลังของเกษตรกร ซึ่งมีอยู่กระจายตามพื้นที่ใกล้หมู่บ้านโดยทั่วไป ที่อื่นๆ ก็จะเป็นที่ว่างที่มีหญ้าขึ้นโดยธรรมชาติ หรือบ้านคนทั่วไปที่มีบริเวณกว้าง มีหญ้าขึ้น

ถ้าเป็นไร่ข้าวโพดหรือมันสำปะหลัง กระทิงจะไปเป็นฝูงจำนวน 10-20 ตัว ไร่ข้าวโพดพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ กระทิงจะใช้เวลากินวันเดียวหรือ 2 วันก็หมดแล้ว เกษตรกรเจ้าของไร่ก็จะสูญทั้งเงินและเวลาไปฟรีๆ ไม่รู้จะไปเรียกร้องค่าเสียหายนับแสนบาทเอากับหน่วยงานไหนได้

ส่วนกระทิงก็จะได้รับผลร้ายจากยาฆ่าแมลงที่เกษตรกรฉีดไว้ในไร่ข้าวโพดหรือมันสำปะหลัง ทำให้ได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา อาจถึงขั้นตาบอดได้

เมื่อกินข้าวโพดหรือมันสำปะหลังหมดแล้ว ก็จะกลับไปรวมกลุ่มรวมฝูงกันที่พักเหมือนเดิม โดยจะไม่ขึ้นกลับไปอยู่บนเขาใหญ่อีกแล้

ส่วนกระทิงที่ลงมากินหญ้าตามที่ว่างหรือตามบ้านคน มักจะลงมาครั้งละ 1-3 ตัว ส่วนใหญ่จะลงมาตอนกลางคืน

ที่บ้านเราก็มีลงมา 3 ตัว เป็นแม่ลูกกัน 2 ตัว อีก 1 ตัวเป็นกระทิงโทน จะแบ่งพื้นที่กันกินหญ้า สองแม่ลูกจะกินด้านทิศตะวันตกของตัวบ้าน ส่วนอีกตัวจะกินด้านทิศตะวันออกของบ้าน ไม่ยุ่งกัน

จะลงมากินเวลาประมาณ 5 ทุ่มถึงตี 3 มาเกือบทุกคืนเป็นเวลาเกือบปีแล้ว จะเดินเล็ม

หญ้ากันเงียบๆ ไม่ส่งเสียง ไม่สนใจอะไร ไม่ระวังตัวมากนัก เพราะมากันประจำ ไม่มีใครรบกวนหรือทำอะไรมันให้เดือดร้อน

ลูกสาวเราเคยตะโกนทักทายมันจากระเบียงบนบ้าน มันก็หันขึ้นมามองเฉยๆ แล้วเดินเลี่ยงเข้าป่าไป สักพักก็ออกมาเดินเล็มหญ้าตามเดิม ถึงใกล้สว่างก็จะกลับไปรวมกลุ่มรวมฝูง

กระทิงที่มาที่บ้านดูเงียบๆ ตัวใหญ่ สีดำสนิท ดูท่าทางไม่ค่อยชอบยุ่งกับใคร ดูเรียบร้อยแต่ก็น่ากลัว เดาพฤติกรรมได้ยาก เคยมีข่าวว่ากระทิงทำร้ายคนเหมือนกัน โดยการวิ่งชน ได้รับบาดเจ็บค่อนข้างร้ายแรง

ที่น่าเป็นห่วงกับการอพยพลงมาจากเขาใหญ่ของฝูงกระทิงอีกอย่างก็คือหมาใน เป็นสัตว์ดุร้าย อยู่กันเป็นฝูง โดยปกติในป่าเขาใหญ่ ฝูงหมาในจะสะกดรอยตามฝูงกระทิงที่มีลูกน้อยอยู่ในฝูง เพื่อจ้องโจมตีแย่งชิงลูกกระทิงมาเป็นอาหาร

ถ้ากระทิงอพยพลงมาจากเขาใหญ่มากขึ้น ฝูงหมาในอาจจะตามลงมา ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อน อันตรายกับมนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ด้วยก็ได้

กลุ่มที่ 3

กะบุด

ฟังชื่อหลายคนอาจจะแปลกๆ หู หรืออาจไม่เคยได้ยินมาก่อน แท้จริงแล้วคือลิงชนิดหนึ่ง ตัวไม่ใหญ่มาก หางสั้น อยู่กันเป็นฝูง ฝูงละประมาณ 10-15 ตัว ไม่ชอบอยู่บนต้นไม้ หากินตามพื้นดิน นิสัยเรียบร้อย ก้าวร้าวน้อยกว่าลิงชนิดอื่นๆ แสนรู้ สามารถฝึกเพื่อใช้งาน เช่น เก็บมะพร้าวได้

สมัยก่อนยกฝูงมาที่หลังบ้านเราบ่อย เพราะมีมะละกอ บางตัวก็มีลูกเกาะหน้าอก มากินมะละกอกันเงียบๆ ไม่มีเสียงทะเลาะเบาะแว้งกันเท่าไหร่

เคยเข้าไปดูแบบห่างๆ ไม่เคยเห็นแสดงอาการขู่หรือก้าวร้าวแต่อย่างใด ได้แต่มองเฉยๆ บางตัวก็ส่งสายตาน่าสงสาร เหมือนขอกินอย่างไงอย่างนั้น ดูแล้วน่ารักดี ก็เลยปล่อยให้มันกินกันตามสบาย

กินเสร็จก็ยกฝูงกลับขึ้นเขาไป วันหลังพอมะละกอเริ่มสุกก็มาใหม่ กินกันจนเกลี้ยง ไม่รู้ว่ารู้กันได้อย่างไรว่ามะละกอสุกแล้ว

ช่วงนี้มะละกอหมดอายุ ไม่มีลูก บางส่วนก็ตายไป บรรดากะบุดก็หายไป กำลังคิดว่าจะปลูกมะละกอใหม่ให้มันกิน มันไม่มาก็คิดถึงมัน มันเรียบร้อยดี น่าคบ

สัตว์ป่ามันน่าสงสาร ได้กินของที่เราปลูกมันก็ชอบ มันคงจะอร่อย เห็นแล้วก็พลอยมีความสุขไปกับมัน

ความสุขของคนอยู่กับป่า อยู่กับเขา

ฝูงนกป่า

กลุ่มที่ 4

สำหรับกลุ่มนี้จะเรียกว่าผู้อพยพคงไม่ค่อยตรงนัก เพราะมิได้ลงมาอยู่ถาวร แค่มาชั่วคราวเพื่อหาอาหาร หรือแวะมาพักเพราะเป็นทางผ่านเท่านั้น แต่ก็มีจำนวนมาก หลากหลายพันธุ์ มากมายหลายชนิด ล้วนแต่เป็นนกป่าทั้งสิ้น

เฉพาะที่เข้ามาในบริเวณบ้านของเราก็เป็น 10 ชนิด จำนวนหลาย 10 ตัวในแต่ละวัน ตอนเช้าส่งเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจเหมือนกับตลาดสดที่มีคนเยอะๆ มีลงมาทั้งวัน ส่วนใหญ่จะมีจำนวนมากในช่วงเช้าและช่วงเย็น

บางชนิดก็ส่งเสียงดังไม่เกรงใจใคร แต่ตัวเล็ก บางชนิดตัวใหญ่แต่เสียงเบา บางตัวรูปร่างสวยงาม สีสันสดสวย แต่เสียงฟังไม่ค่อยได้เลยก็มี

จะเอามาเล่าให้ฟังเฉพาะที่รู้จักสัก 4-5 ชนิด

ตัวแรก นกกก

นกกกเป็นสายพันธุ์นกเงือกชนิดหนึ่ง ตัวค่อนข้างใหญ่ เวลาบินจะมีเสียงดัง รูปร่างสวยงาม เงียบๆ ไม่ค่อยส่งเสียง มากันเป็นคู่ ชอบกินลูกไทร ดูไฮโซ สุภาพ มักชอบมาเกาะที่ราวระเบียงบ้าน

เป็นสายพันธุ์นกเงือกเช่นเดียวกันกับนกกก แต่ตัวเล็กกว่ามาก อยู่กันเป็นคู่ๆ เวลามาจะมาเป็นฝูงเล็กๆ 6 ตัวถึง 10 ตัว ชอบส่งเสียง คุยเก่ง รักคู่ของตัวเองมาก ทั้งชีวิตจะไม่มีการเปลี่ยนคู่ ชอบกินผลไม้และแมลงตัวเล็กๆ

ตัวที่ 2 นกแก๊ก

ตัวที่ 3 นกกระแตแต้แว้ด

มีเสียงร้องที่ดังมาก เสียงมาก่อนตัว ขนาดกลางๆ ค่อนข้างเล็ก อยู่กันเป็นฝูงขนาดเล็ก ทำรังที่พื้นดิน ชื่อกระแตแต้แว้ดได้มาจากเสียงร้องของพวกมันนั่นแหละ

มีความเชื่อจากโบราณว่า เวลามันนอนที่พื้นจะนอนหงาย มีท่อนไม้เล็กๆ หรือก้อนหินเป็นหมอนหนุนหัว ถ้าใครได้หมอนนี้ไปจะเป็นเครื่องรางที่นำโชคดีมาให้กับผู้ครอบครอง

ตัวที่ 4 นกกะปูด

ขนาดใหญ่กว่านกกระแตแต้แว้ดเล็กน้อย ชื่อมันก็ได้มาจากเสียงร้องของมันเช่นเดียวกัน อาศัยอยู่กับพื้นเหมือนกัน ชอบบินตัดหน้ารถยนต์ในเวลากลางคืน ไม่รู้ทำไม เป็นนกชนิดหนึ่งที่รูปร่างสวยแต่เสียงร้องไม่เพราะ

ตัวที่ 5 นกโพระดก

มีมากถึง 35 พันธุ์ ชอบอยู่ตัวเดียวหรือเป็นคู่ รักสงบ ส่งเสียงดังได้ทั้งวัน เสียงจะก้อง ฟังเพราะดี ชอบกินผลไม้ป่า เช่น ลูกไทร ลูกมะเดื่อ

ตัวที่ 6 นกหัวขวาน

ชอบอยู่ตัวเดียว สันโดษ มีนิสัยระแวดระวัง หากินบนต้นไม้ นิสัยที่แตกต่างจากนกชนิดอื่นคือชอบเจาะต้นไม้เพื่อหาแมลง การเจาะต้นไม้ทำให้มีเสียงโป๊กๆ เกือบทั้งวัน

ชนิดที่ 7 ไก่ป่า

ตัวนี้ไม่ใช่นกแต่มีจำนวนมาก พบได้บ่อย คือไก่ป่า ตัวเล็กกว่าไก่บ้าน หากินบนพื้นดิน แต่ก็ชอบบินใกล้ๆ รูปร่างสวยงาม ชอบขันตอนเช้าเหมือนไก่บ้านทั่วไป เสียงขันของมันดังไปไกล ก้องทั้งภูเขา เป็นการเรียกแขกคือศัตรูของมันได้ดีมาก

ฝูงนกป่าไม่ได้สร้างปัญหาใดๆ กับมนุษย์ ส่วนใหญ่คนมักจะชอบ บางชนิดก็มีรูปร่างแปลกๆ หรือเสียงร้องแปลกๆ ก็สร้างความเพลิดเพลินได้ดี แต่ถ้ามันร้องพร้อมๆ กัน ก็ฟังแล้วไม่ต่างจากตลาดสดตอนเช้าสักเท่าไหร่

สัตว์ที่นานๆ จะปรากฏตัวสักครั้ง

กลุ่มที่ 5

สัตว์กลุ่มนี้นานๆ จะปรากฏตัวสักครั้ง แต่ก็มีให้เห็นเป็นประจำ แม้จะไม่บ่อยแต่ก็น่าสนใจ

ตัวแรก เลียงผา

เลียงผาเป็นสัตว์สงวนหายาก มีจำนวนไม่มาก อยู่ในวงเดียวกันกับแพะและแกะ ชอบอาศัยอยู่บนภูเขาตามหน้าผาสูง เป็นสัตว์สันโดษ กินพืชเป็นอาหาร ชอบหลบภัยและนอนในถ้ำ เป็นสัตว์ขี้อาย เคยปรากฏตัวที่ภูเขาหลังบ้านของเราหลายครั้ง

ตัวที่ 2 หมีขอ

ชื่อหมีแต่ไม่ใช่หมี เป็นสัตว์สายพันธุ์เดียวกันกับชะมด รูปร่างเหมือนหมีผสมแมว มีหางยาวเอาไว้พันต้นไม้ นิสัยสันโดษ ชอบปีนต้นไม้บนภูเขา ไปไหนมาไหนตัวเดียว กินผลไม้เป็นอาหาร หากินกลางคืน

เคลื่อนไหวเชื่องช้า สามารถเลี้ยงให้เชื่องและคุ้นกับคนได้ พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก เคยเจอที่หลังบ้านของเรา 2-3 ครั้ง

ตัวที่ 3 เต่าเหลือง หรือชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าเต่าภูเขา

ขนาดโตเต็มที่ ความยาวของกระดองประมาณ 30-40 cm ชอบอาศัยอยู่บนภูเขาตามซอกหิน ชอบความชื้นแต่ไม่ชอบอยู่ในน้ำ พบเห็นได้ทั่วไปตามตีนเขา แต่ไม่บ่อยนัก

เคยเจอที่หลังบ้านของเรา 2-3 ครั้ง ตัวจะสีเหลืองๆ ลักษณะอื่นๆ เหมือนเต่าทั่วไปทุกประการ

ตัวที่ 4 หมีควาย

เป็นสัตว์หายาก เห็นไม่บ่อยนัก หน้าตาน่ารักแต่นิสัยดุร้ายน่าดู เข้าใกล้ไม่ได้ เคยพบ 2-3 ครั้งเท่านั้น ลงมาหาผลไม้กิน

แรกๆ ตัวที่เห็นมีลูกติดมาด้วย ตัวเล็กๆ แต่หลังๆ เห็นแต่ตัวแม่ ไม่เห็นตัวลูกแล้ว คิดว่าคงจะโตขึ้นแล้วแยกไปหากินเองตามลำพัง

ตอนเห็นมองเห็นไกลๆ ประมาณ 20 เมตร ไม่กล้าเข้าใกล้ ท่าทางมันเฉยๆ ปกติมันชอบกินผลไม้หรือใบไม้

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบอกว่า ส่วนใหญ่มันจะอยู่ตามถ้ำภูเขาด้านล่าง จะไม่กลับขึ้นไปบนเขาใหญ่อีกแล้ว เพราะด้านล่างมีสวนผลไม้เยอะแล้วอร่อย มันคงชอบ จะไม่เข้าไปในบริเวณบ้าน แต่จะอยู่ตามสวนผลไม้มากกว่า

ตัวที่ 5 หมูป่า

มากันเป็นฝูงเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งก็เห็นตัวเดียวเหมือนกัน ตอนมาอยู่เขาใหญ่ใหม่ๆ ไปเช่ารีสอร์ทอยู่แถวบ้านคลองเดื่อ อยู่ใกล้เขาใหญ่ ตอนเช้าออกไปเดิน เคยมีหมูป่าวิ่งตัดหน้าตัวเดียว ตัวไม่ใหญ่มาก

หลายปีต่อมา มีพนักงานที่ทำงานด้วยมาเล่าให้ฟังว่า เห็นหมูป่าเป็นฝูง 5-6 ตัว ลงมากินรากไม้บนที่ดินว่างเปล่าใกล้ๆ กับภูเขา

โดยปกติหมูป่าจะเป็นสัตว์ที่ระวังตัวมาก จะไม่อยู่ที่ไหนนานๆ เมื่อลงมาแล้ว เสร็จธุระหากินก็จะกลับขึ้นไปบนเขาใหญ่

เนื้อมันคงจะถูกปากชาวบ้าน ชอบยิงมันเอามาขายตามร้านอาหาร เคยเห็นอยู่เหมือนกันแต่ไม่ได้กิน สงสารมัน เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็น มันคงจะไม่กล้าลงมา หรือที่ลงมาก็คงถูกชาวบ้านจับไปหมดแล้ว

เมื่อสัตว์ป่าเข้ามาใกล้มนุษย์มากขึ้น

การได้เห็นสัตว์ป่าเข้ามาป้วนเปี้ยนในบริเวณบ้าน หรือปรากฏให้เห็นในที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่ในป่า ก็ทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติเป็นพิเศษ ก็ดีเหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะได้จากสถานที่อื่นๆ นอกจากเขาใหญ่

อีกด้านหนึ่งก็มีปัญหา เช่น ช้างบางครั้งก็สร้างความเดือดร้อนรำคาญใจ เหล่านี้นับเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่ปัญหาใหญ่ๆ ก็มีเช่นกัน เช่น อาจได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของสัตว์เหล่านี้ หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตก็เป็นได้ หรือต้องสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก

ที่เกิดขึ้นแล้ว ตัวอย่างก็คือเกษตรกรเจ้าของไร่ข้าวโพด ไร่มันสำปะหลัง ต้องสูญเสียผลผลิตทั้งปี ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเจ้าของ เพราะนอกจากจะไม่มีรายได้จากผลผลิตในปีปัจจุบันแล้ว ต้นทุนที่จะนำมาใช้จ่ายในปีต่อไปก็หายไป หรือต้นทุนที่จะทำการเพาะปลูกในปีต่อไป เช่น ค่าต้นพันธุ์ ค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าแรงงาน ก็พลอยสูญไปด้วย ถือว่าเป็นเรื่องเดือดร้อนมาก

ปัญหาเหล่านี้นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจำนวนและความรุนแรง เพราะนับวันสัตว์ป่าที่อพยพลงมาจากเขาใหญ่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ไม่มีลดลงเลย

ถ้าปัญหาจากสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น รุนแรงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ อันตรายจะเกิดขึ้นกับสัตว์ป่ารวมทั้งกับมนุษย์ด้วย

เรื่องนี้ควรจะได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง หรือแม้แต่จากประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในบริเวณเขาใหญ่ทั้งหมด คงต้องช่วยกัน

ปัญหาอยู่ที่แหล่งอาหารหรือไม่

ปัญหาที่เกิดขึ้น แน่นอนสาเหตุมาจากการอพยพของสัตว์ป่าลงมาข้างล่างตามแหล่งชุมชน พวกมันลงมาเพื่อหาอาหารเท่านั้น ไม่มีเหตุผลอย่างอื่น

อาหารบนอุทยานหรือบนเขาอาจจะขาดแคลนหรือไม่ โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง ก็ต้องลองหาข้อมูลดู จะได้รู้ต้นเหตุที่แท้จริง

ถ้าเป็นเรื่องอาหารก็ควรจะเพิ่มแหล่งอาหารให้กับสัตว์เหล่านี้บนอุทยาน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันต้องลงมาหากินข้างล่างเหมือนปัจจุบันนี้

คิดง่ายๆ อาจจะปรับปรุงทุ่งโล่งบนเขาใหญ่ให้มีหญ้าขึ้นมากขึ้น หรือหาหญ้าพันธุ์ที่สัตว์พวกนี้ชอบไปปลูกไว้ให้มันกิน หรือหาพื้นที่ว่าง อาจจะกระจายทั่วๆ ไป เพื่อปลูกผลไม้ที่ดูแลง่ายๆ เช่น ขนุน มะม่วง หรืออื่นๆ แทนที่จะปลูกแต่ไม้ป่าที่ไม่เป็นอาหารของสัตว์ป่าเหล่านี้

อาจจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้น ก็คงต้องทำ จะด้วยวิธีที่ว่าหรือวิธีอื่นใดก็ตามที เพราะสัตว์ป่าพวกนี้ ถ้าปล่อยไว้ บางชนิดอาจจะสูญพันธุ์ก็ได้

อย่างเช่นกระทิง ที่ผ่านมากระทิงทั้งประเทศไทยมีเหลือแค่ 30 กว่าตัว ปัจจุบันนี้ทางป่าไม้ก็พยายามแพร่พันธุ์เพิ่มขึ้น เฉพาะที่เขาใหญ่น่าจะมีอยู่ประมาณพันกว่าตัวแล้ว ซึ่งถือว่าไม่มาก

สัตว์ป่าเป็นของมีค่าที่มีชีวิต ที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันรักษา เพราะถ้าสายไป ช้าไป อาจจะเรียกกลับคืนมาไม่ได้

ต่อไปเราอาจจะไม่มีโอกาสเห็นกระทิง ซึ่งรูปร่างสีสันสวยงามมาก มาเดินเล็มหญ้าให้พวกเราเห็นอีกก็ได้ หรือได้เห็นช้างมาทำพฤติกรรมน่ารักบ้าง น่าหมั่นไส้บ้าง ให้พวกเราดูอีกก็ได้ จะได้เห็นก็แต่ในภาพที่บันทึกไว้เท่านั้น เหมือนสัตว์หลายชนิดที่เราได้สูญเสียมันไปแล้ว โดยไม่อาจจะเรียกคืนได้เลย

ตอนนี้ยังมีโอกาส ก็น่าจะรีบทำกันทั้งรัฐบาลและเอกชน

สำหรับเรา ถ้าไม่มีใครทำอะไร เราก็จะพยายามอนุรักษ์สองแม่ลูกที่ลงมากินหญ้าในบริเวณบ้านเราทุกวันเอาไว้ให้นานที่สุด

เกือบลืม รวมทั้งฝูงกะบุดที่ลงมากินมะละกอหลังบ้านเราเอาไว้ด้วย

วาดรูปและเล่าเรื่องโดยผู้อพยพ